1/5 Close

หน้าแรก >[01] ศาสนา > พุทธสถาน > สันติอโศก > ที่ตั้งสำนักงาน-ประวัติ บุคลากร ระเบียบ กิจกรรม องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์

พุทธสถานสันติอโศก

ตั้งอยู่ ที่ เลข ที่ ๖๕/๑ ซ.เทียมพร ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ๑๐๒๔๐ โทร. ๐๒-๓๗๔–๕๒๓๐ บนเนื้อ ที่ประมาณ ๗ ไร่ ถือเป็นศูนย์กลาง ของชาวอโศก ในการเผยแพร่ธรรม เป็นแหล่งผลิตสิ่งพิมพ์ และ สื่อสารสัจจะ โดยมี ‘มูลนิธิธรรมสันติ’ เป็นผู้อนุเคราะห์


กำเนิด "สันติอโศก"เริ่มต้นจาก นายรัก รักพงษ์ ซึ่งปัจจุบันคือ สมณะโพธิรักษ์ ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตั้ง แต่สมัยเป็นฆราวาส ทั้งๆ ที่ยังเป็นนักจัดรายการ และ โฆษกทีวีอยู่ ที่ช่อง ๔ บางขุนพรหม จากการถือศีล ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น เลิกอบายมุขทุกชนิด เลิกกินเนื้อสัตว์ บริโภคอาหารมังสวิรัติวันละ ๑ มื้อ เลิกจากคู่หมั้นคู่หมาย ที่คิดจะ แต่งงานด้วย และ สุดท้ายก็ยื่นใบลาออกจากงาน แจกทรัพย์สินทั้งหมดให้น้องๆ ไป ทั้ง ที่ชีวิตในขณะนั้นกำลังเจริญก้าวหน้าด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ และ โลกียสุขต่างๆ (มีรายได้เดือนละประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ขณะ ที่นายก รัฐมนตรีสมัยนั้นมีเงินเดือนประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท และ ในช่วงนั้นธุรกิจทำภาพยนตร์เรื่อง “โทน” ทั้งเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่ แต่ง เช่น เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เพลงชื่นรัก เพลงกระต่ายเพ้อ เป็นต้น กำลังโด่งดัง ได้รับความนิยมอย่างสูง)หลังจากได้ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ตลอดมาเป็นระยะเวลา ๒ ปี จนสละละทิ้งอบายมุข โลกธรรม กามคุณ ได้หมดสิ้นจนเกิดความเชื่อมั่นว่า ตนได้บรรลุความจริง และ เห็นความจริงในตนแล้ว (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) และ มีความแน่ใจว่าการปฏิบัติธรรม ที่เอาจริง เป็นสัมมาย่อมบรรลุความจริง (อริยสัจธรรม)ต่อมาเมื่อวัน ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ จึงได้เข้าอุปสมบท ที่วัดอโศการาม ในคณะธรรมยุติกนิกาย ได้รับฉายาว่า “พระโพธิรักขิโต” โดยมี พระราชวรคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อท่านโพธิรักษ์ได้เข้ามาบวชในธรรมยุตแล้ว ด้วยปฏิปทา ที่เคร่งครัด และ จริยวัตร ที่สงบสำรวม จึงก่อให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส มีผู้มาขอศึกษาฝึกฝนปฏิบัติตามด้วย ทั้งฆราวาส และ นักบวช ซึ่งมีทั้งพระธรรมยุต และ มหานิกายต่อมาเมื่อวัน ที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๖ ท่านโพธิรักษ์ได้รับการสวดญัตติจตุตถกรรมอีกครั้ง เข้าเป็นพระ ของคณะมหานิกาย เพิ่มเข้าไปอีกคณะหนึ่งโดยมิได้ทำการสึก แต่อย่างใด ที่วัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมีพระครูสถิตวุฒิคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ เหตุ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะพระอุปัชฌาย์ฝ่ายธรรมยุตท่านไม่ต้องการให้พระทางฝ่ายมหานิกายมาอยู่ร่วมศึกษาอบรมด้วย แต่ท่านโพธิรักษ์เจตนามุ่งสารสัจธรรมเป็นใหญ่ ไม่ติดใจในเรื่องนิกาย จึงมีพระทั้งมหานิกาย และ ธรรมยุต มาร่วมศึกษาฝึกฝนอยู่กับท่าน โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักสำคัญ
}
 

ท่านโพธิรักษ์เจตนามุ่งสารสัจธรรมเป็นใหญ่
ไม่ติดใจในเรื่องนิกาย
จึงมีพระทั้งมหานิกาย และ ธรรมยุต มาร่วมศึกษาฝึกฝนอยู่กับท่าน
โดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักสำคัญ

~
ดังนั้นเพื่อความสบายใจ ของอุปัชฌาย์ ที่ท่านถือในนิกาย ท่านโพธิรักษ์ จึงได้คืนใบสุทธิให้ธรรมยุตไป แล้วถือใบสุทธิมหานิกายเพียงใบเดียว เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๖ แต่ท่านโพธิรักษ์ก็ถือว่าท่านเป็นพระทั้งสองนิกาย ท่าน จึงมีพระทั้งจากมหานิกาย และ ธรรมยุตมาศึกษาฝึกฝนอยู่ด้วย เพราะท่านโพธิรักษ์ไม่ได้รังเกียจนิกายใดๆ แต่มุ่งหมายทำงานให้พระศาสนาโดยส่วนรวม เพียง แต่ไม่ให้ผิดพระวินัยเป็นสำคัญต่อมาเมื่อวัน ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๑๘ ท่านโพธิรักษ์ และ หมู่สงฆ์ชาวอโศก ๒๑ รูป ได้ประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคมในคราว ที่มีการประชุมพระสังฆาธิการ และ พระใหม่ ๑๘๐ รูป ที่วัดหนองกระทุ่ม การประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคมในครั้งนั้น ในทางธรรมวินัยถือว่าเป็นการทำ “นานาสังวาส” ซึ่งเป็นนิติประเพณีในทางพุทธศาสนา ที่ให้อิสระเสรีภาพกับชาวพุทธ
}
 การประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคมในครั้งนั้น
ในทางธรรมวินัยถือว่า
เป็นการทำ “นานาสังวาส”
ซึ่งเป็นนิติประเพณีในทางพุทธศาสนา
ที่ให้อิสระเสรีภาพกับชาวพุทธ
~
เมื่อเกิดความแตกต่างทางความคิดเห็น และ การมีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า “ทิศทาง ของผู้แสวงหาลาภ และ นิพพานย่อมสวนทางกัน” เนื่องจากคณะสงฆ์ชาวอโศกมีความแตกต่างกันทั้งด้านวัตรปฏิบัติ (พิธีกรรม-พฤติกรรม- และ กิจกรรม) อีกทั้งหัวข้อคำสอน (อุเทศ) ที่อธิบายชี้แจงแสดงบอกก็แตกต่างกัน และ แนวทางการศึกษาอบรมฝึกฝนตนอันนำไปสู่ความพ้นทุกข์ (อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา ที่เป็นไตรสิกขา) ก็แทบจะตรงกันข้าม ด้วยความแตกต่างทั้งหมดนี้ คือสภาพความเป็น “นานาสังวาส” โดยธรรม จึงทำให้สมณะชาวอโศก มีความจำเป็นต้องประกาศแยกตัวออกมา ให้ถูกธรรมวินัย ตามหลัก ของ “นานาสังวาสภูมิ”
}
 มีพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า ทิศทาง ของผู้แสวงหาลาภ และ นิพพานย่อมสวนทางกัน
~
ชาวอโศกมักจะได้รับการกล่าวตู่โจษท้วงว่า การประกาศลาออกจากการปกครอง ของมหาเถรสมาคมเช่นนี้ ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมือง โดยถูกกล่าวหาว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ ใช้บังคับแก่พระสงฆ์ทุกรูป คณะสมณะชาวอโศกไม่มีสิทธิลาออกหรือประกาศตนไม่อยู่ใต้บังคับ ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ โดยอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า คนไทยต้องมีหน้า ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้การยกเว้นไว้ จึงไม่มีผลให้คณะสงฆ์ชาวอโศก ลาออกจากมหาเถรสมาคม ไปได้การตีความดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นการตีความโดยปราศจากหลักการ และ วิธีการในการตีความตามกฎหมาย กล่าวคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไทย พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นกฎหมาย ที่มีบทกำหนดโทษ จึงเป็นกฎหมาย ที่มีโทษอาญา ดังนั้นการตีความ ต้องตีความโดยเคร่งครัด ตามความในมาตรา ๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา และ ต้องไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายใช้อยู่ในขณะนั้นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ เป็นกฎหมายสาระบัญญัติ การตีความกฎหมายนั้นต้องอยู่ภายใต้หลักการ ที่ว่า ถ้าไม่มีกฎหมายห้ามก็ไม่มีความผิด และ ไม่มีโทษ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญา ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมาย ที่ใช้ในขณะกระทำเท่านั้น บัญญัติเป็นความผิด และ กำหนดโทษไว้ และ โทษ ที่จะลงต่อผู้กระทำผิดนั้น ต้องเป็นโทษ ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย” เมื่อพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๕๐๕ ไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการประกาศลาออกไว้ จึงถือว่าไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ดังนั้น การประกาศลาออกจากการปกครอง ของมหาเถรสมาคมนั้น คณะสมณะชาวอโศก จึงสามารถกระทำได้ ไม่เป็นการขัดแย้งกับพระธรรมวินัยตามหลัก “นานาสังวาส” ด้วย และ เป็นการสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๒๕ ที่ระบุไว้ว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ ในการถือศาสนา นิกายศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และ ย่อมมี เสรีภาพในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ ของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้า ที่พลเมือง และ ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน”ในเรื่องใช้เสรีภาพดังกล่าวในวรรคหนึ่ง “บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง มิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุ ที่ถือศาสนา นิกาย ของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น...”เพราะฉะนั้น คณะสมณะชาวอโศก ย่อมมีสิทธิ ที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นความผิด และ ได้กำหนดโทษไว้ การลาออกจากการปกครอง ของมหาเถรสมาคมย่อมกระทำได้ และ ยิ่งเป็นการสอดคล้องกับพระธรรมวินัยในหลัก ของนานาสังวาส ที่ให้อิสระเสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชนอันสมบูรณ์ เมื่อเกิดมีความแตกต่างกันขึ้นมาจนถึงขีด “นานาสังวาส” ก็สามารถให้อยู่กันไปได้อย่างสันติภาพ
}
 การกำเนิด ของสันติอโศก เป็นการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อจะตั้งนิกายใหม่
~
กล่าวโดยสรุป การกำเนิด ของสันติอโศกเป็นการเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อจะตั้งนิกายใหม่ เริ่มตั้ง แต่นายรัก รักพงษ์ ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดจนได้พบ “อริยสัจธรรม” จากนั้น จึงได้เข้าไปอุปสมบทในคณะธรรมยุติกนิกาย แต่ก็มีปัญหาเรื่องการยึดติดในนิกาย จึงได้เพิ่มสภาพบวชกับฝ่ายมหานิกายเข้าไปอีกคณะหนึ่งดังกล่าวมาแล้ว กระนั้นก็ดี เนื่องจากมีข้อแตกต่างกันในหลายๆด้าน จึงทำให้เกิดข้อขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา คณะสมณะชาวอโศก จึงจำเป็นต้องแยกตัวออกเป็น “นานาสังวาส” ที่มีพระบรมพุทธานุญาตให้ไว้ตามธรรมวินัย และ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้สิทธินิยมในการนับถือศาสนา หรือนิกายศาสนาหรือลัทธินิยมในทางศาสนา แม้จะปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างกัน
}
 การกำเนิด ของ คณะ ส ม ณ ะ ช า ว อ โ ศ ก
เกิดจากการรวมตัวกันทั้งพระธรรมยุต และ มหานิกายมาปฏิบัติด้วยกัน
ดังนั้น เรา จึงไม่ได้รังเกียจนิกายใดๆ
ถ้าปฏิบัติวินัย ๒๒๗ และ สมาทานจุลศีล มัชฌิมศีล และ มหาศีล
อันเป็นเสมือนธรรมนูญ ของพระศาสนา. . .
~
โดยจริงแล้ว การกำเนิด ของคณะ ส ม ณ ะ ช า ว อ โ ศ ก เกิดจากการรวมตัวกันทั้งพระธรรมยุต และ มหานิกายมาปฏิบัติด้วยกัน ดังนั้นเรา จึงไม่ได้รังเกียจนิกายใดๆ ถ้าปฏิบัติวินัย ๒๒๗ และ สมาทานจุลศีล มัชฌิมศีล และ มหาศีล อันเป็นเสมือนธรรมนูญ ของพระศาสนาแล้ว คณะสมณะชาวอโศกก็พร้อม ที่จะให้ความเคารพนับถือ และ ยินดี ที่จะอยู่ร่วมกัน ศึกษาปฏิบัติธรรมด้วยกัน ปฏิบัติต่อกันตามธรรมวินัย