| ง.
ขั้นตอนของการบวชของนักบวชชาวอโศก การบวชหรือการเข้าสู่สถานะนักบวชอโศกนั้น
มีขั้นตอนและระยะเวลาทดสอบความพร้อม คือต้องมีการกลั่นกรองว่าผู้บวชมีความตั้งใจจริง
มีศักยภาพของความเป็นผู้สละบ้านเรือนเข้าสู่ชีวิตนักบวชได้ มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ
และมิได้อาศัยความเป็นนักบวชเพื่อหลบหนีปัญหาส่วนตัวบางประการ ผู้บวชจึงต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะใช้ชีวิตนักบวชตามพระธรรมวินัย
และปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับฐานะพุทธทายาทและพุทธสาวก ผู้ที่จะบวชเป็นนักบวชชาวอโศกได้
ต้องเป็นชาวอโศก ได้เรียนรู้ชีวิตในชุมชนชาวอโศกมาแล้ว มิใช่คนทั่วไปที่นึกจะบวชก็เข้าไปขอสมัครบวช นักบวชชาวอโศก
มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย โดยพยายามรักษาสภาพและข้อกำหนดต่างๆ ให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
เช่น ลักษณะของกุฏิแต่ละหลังก็สร้างอย่างเรียบง่าย มีหลังคามุงจาก ขนาด ๗? ๑๒ คืบพระสุคต
(ประมาณ ๑.๕? ๒.๕ เมตร) ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นนักบวชชาวอโศก
ต้องปฏิบัติดังนี้ ๑.
สมาทานรักษาศีล ๘ เป็น อารามิก
(ชาย) หรือ อารามิกา
(หญิง) อยู่ภายในขอบเขตการดูแลของพุทธสถาน ๑ ปีก่อน แล้วจึงขอเลื่อนฐานะเป็น
ปะ (ย่อมาจาก ปฏิบัติ) คือผู้ปฏิบัติธรรม โดยมีสมณะ
๕ ท่าน เซ็นรับรอง และคอยรับผิดชอบดูแล ๒.
ปะ ไม่ต้องโกนศีรษะ
นุ่งห่มด้วยกางเกงหรือผ้านุ่งสีน้ำตาล และสวมเสื้อสีน้ำตาลแบบสุภาพตามที่มีอยู่แล้ว
และต้องอยู่ปฏิบัติธรรมอย่างน้อย ๔ เดือน สำหรับชาย และ ๖ เดือน สำหรับหญิง ๓.
เมื่อครบกำหนดเป็น ปะ แล้ว ก็มีสิทธิ์เตรียมตัวบวช โดยแจ้งความจำนงต่ออุปัชฌาย์เพื่อให้อุปัชฌาย์นำเรื่องเข้าพิจารณาในหมู่สมณะ
เมื่อที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์แล้ว จึงเลื่อนฐานะเป็น นาค(สำหรับชาย)
และเป็น กรัก
(สำหรับหญิง) หากพิจารณาแล้ว ยังไม่เห็นชอบ ก็ต้องอยู่ในฐานะเดิมต่อไปตามระยะเวลาที่มติใน
ที่ประชุมเห็นสมควร เมื่อเลื่อนฐานะเป็น
นาค หรือ กรัก
ได้แล้ว ก็ให้โกนศีรษะ และสวมเสื้อคอกลมสีน้ำตาล มีขลิบสีน้ำตาลอ่อนที่คอเสื้อ (สำหรับชาย)
ส่วนผู้หญิงมีสไบสีกรักและถือศีลของชาวอโศกให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น ๔.
เมื่อฝ่ายชายอยู่ในฐานะ นาค
มาได้อย่างน้อย ๔ เดือน ก็จะมีสิทธิ์ขอเลื่อนฐานะเป็นสามเณร และต้องอยู่ในฐานะสามเณรอย่างน้อยอีก
๔ เดือน จึงมีสิทธิ์เลื่อนฐานะเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ได้ (ปัจจุบันเรียกว่า สมณะ
อันเนื่องมาจากกรณีสันติอโศก ซึ่งมหาเถรสมาคมและกฎหมายบ้านเมืองไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นพระสงฆ์ตามกฎหมายใช้ศัพท์
เครื่องนุ่งห่ม และการบิณฑบาตแบบพระสงฆ์) ส่วนฝ่ายหญิงต้องอยู่ในฐานะ กรัก เป็นเวลาอย่างน้อย
๑ ปี ๖ เดือน จึงมีสิทธิ์ขอบวชเลื่อนฐานะเป็น สิกขมาตุ
ได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการเลื่อนฐานะตั้งแต่
ปะ เป็นต้นไปทั้งชายและหญิง ต้องอยู่ในฐานะเดิมของตนไม่ต่ำกว่า
๔ เดือน แต่การลงมติเลื่อนฐานะยังเหมือนเดิม คือต้องอาศัยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ของที่ประชุม
นอกจากนี้ยังมีระเบียบผู้บวชใหม่
คือ สมณะที่บวชใหม่จะต้องศึกษาพระวินัยจากพระไตรปิฎก โดยจะต้องอ่านพระไตรปิฎก เล่ม
๑ และเล่ม ๒ ให้จบเป็นอย่างน้อย ภายใน ๕ ปี ส่วนสามเณรที่บวชใหม่จะต้องอ่านหนังสือศาสตร์และศิลป์ของการบิณฑบาต
ให้จบเล่มเพื่อศึกษาเป้าหมายของการบิณฑบาต ให้ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์ออกบิณฑบาต การเกิด
ชุมชนสันติอโศก เมื่อวันที่
๒ มกราคม ๒๕๔๐ ได้มีการประชุมภายในชุมชนเป็นครั้งแรก ร่วมประชุมกันทั้งคนวัดฐานะต่างๆ
คือ อาคันตุกะจร (ผู้มาปฏิบัติพักค้างเป็นครั้งคราว) อาคันตุกะประจำ (ผู้มาปฏิบัติพักค้างอยู่เป็นประจำ)
อารามิก (ผู้สมัครอยู่วัดฝ่ายชาย) อารามิกา (ผู้สมัครอยู่วัดฝ่ายหญิง) และผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่ใกล้พุทธสถาน
รวม ๕๘ คน โดยมีนักบวช๕ รูป เป็นประธาน นับเป็นการเริ่มต้นของการรวมกลุ่มกันเพื่อความสมานสามัคคี
สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ได้ทราบทุกข์-สุข-ปัญหา ความเป็นไปของการทำงานในหน่วยงานต่างๆ
เช่น ศูนย์มังสวิรัติ, บริษัทร้านค้า, โรงเรียนสัมมาสิกขาฯ, โรงพิมพ์, แผนกต่างๆ
และผู้ที่พักอยู่ใกล้พุทธสถานฯ จากนั้นก็มีการประชุมกันเช่นนี้ทุกเดือน โดยมีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
สมณะ และสิกขมาตุ ร่วมประชุม ให้คำแนะนำปรึกษาด้วยทุกครั้ง ต่อมาในปี
๒๕๔๔ จึงได้จัดตั้งเป็น ชุมชนสันติอโศก ขึ้นเต็มรูป โดยมีทันตแพทย์หญิงสีใบตอง บุญประดับ
(คุณหมออัปสร) เป็นประธานชุมชนสันติอโศกคนแรก ชุมชนสันติอโศกไม่ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ใกล้เคียงพุทธสถานเท่านั้น
ญาติธรรมที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่มาฟังธรรมและร่วมกิจวัตร กิจกรรมกัน ซึ่งไปๆ มาๆ และพักค้างบ้าง
ที่มีความตั้งใจจริงในการวิรัติตนด้วยการถือศีล ๕ ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ
ร่วมกันทำการงานเพื่อรับใช้ประชาชน ตามแนวคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลักอริยมรรคมีองค์
๘) ก็ถือเป็นสมาชิกชุมชนสันติอโศกด้วยเช่นกัน ก.
สาธารณโภคี เป้าหมายและนโยบายของชุมชนสันติอโศก
ชาวชุมชนจะอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูล โดยมีระบบ ส่วนกลาง เรียกว่า สาธารณโภคี
อันเป็นธรรมข้อหนึ่งในหมวดธรรมที่มีชื่อว่า สาราณียธรรม ๖ คือ เมตตากายกรรม, เมตตาวจีกรรม,
เมตตามโนกรรม, สาธารณโภคี, ศีลสามัญญตา, ทิฏฐิสามัญญตา ทำให้สมาชิกชุมชนรักกันอย่างจริงใจ
ทำงานโดยรักความเมตตา เอื้ออาทร ให้อภัย สร้างความเป็นพ่อ-แม่-พี่-น้อง-ลูกหลาน ที่พึ่งเกิด
พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายได้ โดยใช้หลักคุณธรรมของ สาราณียธรรม
๖ กล่าวคือ ๑.
เมตตากายกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ๒. เมตตาวจีกรรม
ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูด สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ๓. เมตตามโนกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
คิด สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ๔. สาธารณโภคี เฉลี่ยลาภ แบ่งปัน ๕. ศีลสามัญญตา
มีศีลเสมอกัน เหมือนกัน ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า มีความเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีคุณธรรมต่ำกว่า
ผู้ที่มีคุณธรรมต่ำกว่าพึงเคารพรักผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า ๖. ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นสอดคล้องกัน
เสมอกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงมีทิศทาง การทำงานไปทางเดียวกัน ชาวอโศกจึงเป็นคนที่มีลักษณะ
พึ่งตนเองได้ สร้างสรร ขยัน อดทน ไม่เอาเปรียบใคร
ตั้งใจเสียสละ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เกิดอานิสงส์
หรือเกิดผลตามพุทธพจน์ ๗ คือ มีความระลึกถึงกัน มีความรักกัน มีความเคารพกัน
มีความสงเคราะห์กัน มีความไม่วิวาทกัน มีความสมานสามัคคีกัน
มีความเป็นเอกีภาวะ คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (พระไตรปิฎกฉบับหลวง
เล่มที่ ๒๒ ข้อ ๒๘๒-๒๘๓) เราจึงอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่
พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งทางวัตถุและดูแลกันยามเจ็บป่วยได้ไข้ แม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติ
หรือเงินเดือนที่เป็นรายได้ส่วนตัวเลย ธุรกิจการค้าไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารมังสวิรัติหรือบริษัทร้านค้าภายในชุมชนชาวอโศก
ตั้งขึ้นเพื่อบริการสมาชิกในชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นธุรกิจการค้าในระบบบุญนิยมดังกล่าวมาแล้ว
จึงมีนโยบายสำคัญ คือ ขายถูก ไม่ฉวยโอกาส ขยัน อุตสาหะ ประณีต ประหยัด ซื่อสัตย์
เสียสละ และมีอุดมการณ์ร่วมกันว่า แรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองบุญ
เหล่านี้นั้น ก็ได้รับความนิยมจากประชาชนในสังคมเพิ่มขึ้น กิจการค้าของเราจึงเจริญขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งต่างจากบริษัทร้านค้าทั่วไปที่หลายแห่งต้องปิดกิจการลงเพราะมุ่งหมายเอากำไรสูงสุดเป็นเป้าหมาย
เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค จึงขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ชาวอโศกจึงมีเศรษฐกิจสัมพันธ์กับสังคมอย่างเจริญดี
มีคุณภาพ เนื่องจากชุมชนชาวอโศกมีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของชาวอโศก (ต.อ.) เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี
ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัย ทำให้ประชาชนเชื่อถือไว้วางใจ ข.
สภาวะ ๕ ประการ ของชุมชนชาวอโศก จากวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตดังกล่าว
ชาวชุมชนสันติอโศก จึงประกอบไปด้วย ๕ ภาพ คือ อิสรเสรีภาพ
(independence) ภราดรภาพ (fraternnity) สันติภาพ (peace) สมรรถภาพ
(efficiency) บูรณภาพ (integrity) ซึ่งทั้งหมดนี้
หมายถึงความไม่ติดยึด ความเป็นอิสระเหนือวัตถุทรัพย์ศฤงคาร ไม่หอบหวง เรียกว่า ทุกคนต่างมีอิสรเสรีภาพ
(independence) ในการแบ่งปันกัน จนเกิดความเป็นพี่เป็นน้อง นั่นคือเป็น ภราดรภาพ
(fraternnity) ไม่แย่งชิงทรัพยากร เมื่ออยู่กันอย่างพี่น้องจึงเกิดความสงบสุขเป็น
สันติภาพ (peace) ซึ่งความสงบสุขนี้ ทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะมาสร้างสมรรถภาพให้กับตนเองด้วยความขยันขันแข็ง
โดยชาวอโศกจะเป็นผู้ที่กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือจุนเจือสังคมอยู่แล้ว ชาวชุมชนจึงเป็นผู้มีสมรรถภาพ
(efficiency) ที่ดี สามารถสร้างสรรค์กิจการงานโดยไม่ต้องเข้าพกเข้าห่อของตนเอง แต่นำไปสู่ส่วนรวมคือชุมชน
ออกไปสู่สังคมประเทศชาติและมวลมนุษยชาติ เป็น สมรรถภาพ (efficiency)
กิจวัตรประจำวันของชาวชุมชนสันติอโศก เริ่มตั้งแต่เวลา
๐๓.๓๐ น. จะมีการเคาะระฆังเพื่อมาร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า ไปจนถึงเวลา ๒๑.๐๐ น.
เป็นอย่างน้อย ซึ่งทุกคนควรพักผ่อนได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
| ๐๓.๓๐ น. ๐๕.๓๐ น. | เสียงระฆังดังขึ้น
ทุกคนมารวมกันที่ศาลาส่วนกลาง เพื่อสวดมนต์และฟังธรรมะ จากสมณะและสิกขมาตุ เป็นการทำวัตรเช้า |
| ๐๕.๓๐ น. ๐๗.๓๐ น | สมณะ
สามเณร และสิกขมาตุ ออกบิณฑบาต | | ๐๕.๓๐
น. ๐๘.๐๐ น. | แยกย้ายกันไปทำงานในหน้าที่ของตน |
| ๐๘.๐๐ น. ๑๑.๐๐ น. | เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ทุกคนเตรียมตัวมาที่ศาลาส่วนกลางเพื่อฟังธรรมก่อนฉัน หรือฟังข่าวคราวที่ต้องรับรู้ร่วมกัน
แล้วรับประทานอาหารร่วมกัน ขณะรับประทานอาหาร จะมีรายการที่น่าสนใจ หรือสารคดี จากโทรทัศน์ให้ชม |
| ๑๑.๐๐ น. ๑๖.๓๐ น. | แยกย้ายกันไปทำงานในหน้าที่ของตน |
| ๑๖.๓๐ น. ๑๗.๓๐ น. | ฝึกเจโตสมถะ
(นั่งสมาธิ) | | ๑๗.๓๐ น. ๑๘.๐๐ น. | พักผ่อน
ทำกิจส่วนตัว | | ๑๘.๐๐ น. ๑๙.๓๐ น. | ชมวิดีทัศน์ที่ผ่านการตรวจสอบ
จากพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์แล้ว โดยมีหลักการดูวิดีทัศน์ ๔ ประการ คือ เกิดอริยญาณ,
ทำการปฏิบัติ, อัดพลังกุศล และฝึกฝนโลกวิทู เพิ่มพหูสูตร |
| ๑๙.๓๐ น. ๒๐.๓๐ น. | เรียนพระธรรมก่อนนอน |
| ๒๐.๓๐ น. ๒๑.๐๐ น. | ทำกิจส่วนตัว
และเข้านอนไม่เกิน ๓ ทุ่ม | |