4/5 Close

หน้าแรก >[01] ศาสนา > พุทธสถาน > สันติอโศก > ที่ตั้งสำนักงาน-ประวัติ บุคลากร ระเบียบ กิจกรรม องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์

ง. ขั้นตอนของการบวชของนักบวชชาวอโศก

การบวชหรือการเข้าสู่สถานะนักบวชอโศกนั้น มีขั้นตอนและระยะเวลาทดสอบความพร้อม คือต้องมีการกลั่นกรองว่าผู้บวชมีความตั้งใจจริง มีศักยภาพของความเป็นผู้สละบ้านเรือนเข้าสู่ชีวิตนักบวชได้ มีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ และมิได้อาศัยความเป็นนักบวชเพื่อหลบหนีปัญหาส่วนตัวบางประการ ผู้บวชจึงต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะใช้ชีวิตนักบวชตามพระธรรมวินัย และปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับฐานะพุทธทายาทและพุทธสาวก

ผู้ที่จะบวชเป็นนักบวชชาวอโศกได้ ต้องเป็นชาวอโศก ได้เรียนรู้ชีวิตในชุมชนชาวอโศกมาแล้ว มิใช่คนทั่วไปที่นึกจะบวชก็เข้าไปขอสมัครบวช

นักบวชชาวอโศก มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย โดยพยายามรักษาสภาพและข้อกำหนดต่างๆ ให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ เช่น ลักษณะของกุฏิแต่ละหลังก็สร้างอย่างเรียบง่าย มีหลังคามุงจาก ขนาด ๗? ๑๒ คืบพระสุคต (ประมาณ ๑.๕? ๒.๕ เมตร)

ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นนักบวชชาวอโศก ต้องปฏิบัติดังนี้

๑. สมาทานรักษาศีล ๘ เป็น อารามิก (ชาย) หรือ อารามิกา (หญิง) อยู่ภายในขอบเขตการดูแลของพุทธสถาน ๑ ปีก่อน แล้วจึงขอเลื่อนฐานะเป็น “ปะ” (ย่อมาจาก “ปฏิบัติ”) คือผู้ปฏิบัติธรรม โดยมีสมณะ ๕ ท่าน เซ็นรับรอง และคอยรับผิดชอบดูแล

๒. “ปะ” ไม่ต้องโกนศีรษะ นุ่งห่มด้วยกางเกงหรือผ้านุ่งสีน้ำตาล และสวมเสื้อสีน้ำตาลแบบสุภาพตามที่มีอยู่แล้ว และต้องอยู่ปฏิบัติธรรมอย่างน้อย ๔ เดือน สำหรับชาย และ ๖ เดือน สำหรับหญิง

๓. เมื่อครบกำหนดเป็น “ปะ” แล้ว ก็มีสิทธิ์เตรียมตัวบวช โดยแจ้งความจำนงต่ออุปัชฌาย์เพื่อให้อุปัชฌาย์นำเรื่องเข้าพิจารณาในหมู่สมณะ เมื่อที่ประชุมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์แล้ว จึงเลื่อนฐานะเป็น “นาค”(สำหรับชาย) และเป็น “กรัก” (สำหรับหญิง) หากพิจารณาแล้ว ยังไม่เห็นชอบ ก็ต้องอยู่ในฐานะเดิมต่อไปตามระยะเวลาที่มติใน ที่ประชุมเห็นสมควร

เมื่อเลื่อนฐานะเป็น “นาค” หรือ “กรัก” ได้แล้ว ก็ให้โกนศีรษะ และสวมเสื้อคอกลมสีน้ำตาล มีขลิบสีน้ำตาลอ่อนที่คอเสื้อ (สำหรับชาย) ส่วนผู้หญิงมีสไบสีกรักและถือศีลของชาวอโศกให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น

๔. เมื่อฝ่ายชายอยู่ในฐานะ “นาค” มาได้อย่างน้อย ๔ เดือน ก็จะมีสิทธิ์ขอเลื่อนฐานะเป็นสามเณร และต้องอยู่ในฐานะสามเณรอย่างน้อยอีก ๔ เดือน จึงมีสิทธิ์เลื่อนฐานะเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ได้ (ปัจจุบันเรียกว่า “สมณะ” อันเนื่องมาจากกรณีสันติอโศก ซึ่งมหาเถรสมาคมและกฎหมายบ้านเมืองไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นพระสงฆ์ตามกฎหมายใช้ศัพท์ เครื่องนุ่งห่ม และการบิณฑบาตแบบพระสงฆ์) ส่วนฝ่ายหญิงต้องอยู่ในฐานะ “กรัก” เป็นเวลาอย่างน้อย ๑ ปี ๖ เดือน จึงมีสิทธิ์ขอบวชเลื่อนฐานะเป็น “สิกขมาตุ” ได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการเลื่อนฐานะตั้งแต่ “ปะ” เป็นต้นไปทั้งชายและหญิง ต้องอยู่ในฐานะเดิมของตนไม่ต่ำกว่า ๔ เดือน แต่การลงมติเลื่อนฐานะยังเหมือนเดิม คือต้องอาศัยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ของที่ประชุม

นอกจากนี้ยังมีระเบียบผู้บวชใหม่ คือ สมณะที่บวชใหม่จะต้องศึกษาพระวินัยจากพระไตรปิฎก โดยจะต้องอ่านพระไตรปิฎก เล่ม ๑ และเล่ม ๒ ให้จบเป็นอย่างน้อย ภายใน ๕ ปี ส่วนสามเณรที่บวชใหม่จะต้องอ่านหนังสือศาสตร์และศิลป์ของการบิณฑบาต ให้จบเล่มเพื่อศึกษาเป้าหมายของการบิณฑบาต ให้ชัดเจนก่อน มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์ออกบิณฑบาต

 การเกิด “ชุมชนสันติอโศก” 

เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๐ ได้มีการประชุมภายในชุมชนเป็นครั้งแรก ร่วมประชุมกันทั้งคนวัดฐานะต่างๆ คือ อาคันตุกะจร (ผู้มาปฏิบัติพักค้างเป็นครั้งคราว) อาคันตุกะประจำ (ผู้มาปฏิบัติพักค้างอยู่เป็นประจำ) อารามิก (ผู้สมัครอยู่วัดฝ่ายชาย) อารามิกา (ผู้สมัครอยู่วัดฝ่ายหญิง) และผู้ปฏิบัติธรรมที่อยู่ใกล้พุทธสถาน รวม ๕๘ คน โดยมีนักบวช๕ รูป เป็นประธาน นับเป็นการเริ่มต้นของการรวมกลุ่มกันเพื่อความสมานสามัคคี สร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ได้ทราบทุกข์-สุข-ปัญหา ความเป็นไปของการทำงานในหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์มังสวิรัติ, บริษัทร้านค้า, โรงเรียนสัมมาสิกขาฯ, โรงพิมพ์, แผนกต่างๆ และผู้ที่พักอยู่ใกล้พุทธสถานฯ จากนั้นก็มีการประชุมกันเช่นนี้ทุกเดือน โดยมีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ สมณะ และสิกขมาตุ ร่วมประชุม ให้คำแนะนำปรึกษาด้วยทุกครั้ง

ต่อมาในปี ๒๕๔๔ จึงได้จัดตั้งเป็น ชุมชนสันติอโศก ขึ้นเต็มรูป โดยมีทันตแพทย์หญิงสีใบตอง บุญประดับ (คุณหมออัปสร) เป็นประธานชุมชนสันติอโศกคนแรก

ชุมชนสันติอโศกไม่ได้จำกัดขอบเขตเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ใกล้เคียงพุทธสถานเท่านั้น ญาติธรรมที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่มาฟังธรรมและร่วมกิจวัตร กิจกรรมกัน ซึ่งไปๆ มาๆ และพักค้างบ้าง ที่มีความตั้งใจจริงในการวิรัติตนด้วยการถือศีล ๕ ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ ร่วมกันทำการงานเพื่อรับใช้ประชาชน ตามแนวคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลักอริยมรรคมีองค์ ๘) ก็ถือเป็นสมาชิกชุมชนสันติอโศกด้วยเช่นกัน

ก. สาธารณโภคี  เป้าหมายและนโยบายของชุมชนสันติอโศก
ชาวชุมชนจะอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อเกื้อกูล โดยมีระบบ ‘ส่วนกลาง’ เรียกว่า
‘สาธารณโภคี’ อันเป็นธรรมข้อหนึ่งในหมวดธรรมที่มีชื่อว่า สาราณียธรรม ๖ คือ เมตตากายกรรม, เมตตาวจีกรรม, เมตตามโนกรรม, สาธารณโภคี, ศีลสามัญญตา, ทิฏฐิสามัญญตา

ทำให้สมาชิกชุมชนรักกันอย่างจริงใจ ทำงานโดยรักความเมตตา เอื้ออาทร ให้อภัย สร้างความเป็นพ่อ-แม่-พี่-น้อง-ลูกหลาน ที่พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายได้ โดยใช้หลักคุณธรรมของ “สาราณียธรรม ๖” กล่าวคือ

๑. เมตตากายกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
๒. เมตตาวจีกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูด สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
๓. เมตตามโนกรรม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คิด สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
๔. สาธารณโภคี เฉลี่ยลาภ แบ่งปัน
๕. ศีลสามัญญตา มีศีลเสมอกัน เหมือนกัน ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า มีความเข้าใจและเมตตาต่อผู้ที่มีคุณธรรมต่ำกว่า ผู้ที่มีคุณธรรมต่ำกว่าพึงเคารพรักผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า
๖. ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นสอดคล้องกัน เสมอกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน จึงมีทิศทาง การทำงานไปทางเดียวกัน ชาวอโศกจึงเป็นคนที่มีลักษณะ
พึ่งตนเองได้ สร้างสรร ขยัน อดทน ไม่เอาเปรียบใคร ตั้งใจเสียสละ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เกิดอานิสงส์ หรือเกิดผลตามพุทธพจน์ ๗ คือ
มีความระลึกถึงกัน
มีความรักกัน
มีความเคารพกัน
มีความสงเคราะห์กัน
มีความไม่วิวาทกัน
มีความสมานสามัคคีกัน
มีความเป็นเอกีภาวะ คือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
(พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๒๒ ข้อ ๒๘๒-๒๘๓)

เราจึงอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่ พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งทางวัตถุและดูแลกันยามเจ็บป่วยได้ไข้ แม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติ หรือเงินเดือนที่เป็นรายได้ส่วนตัวเลย

ธุรกิจการค้าไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารมังสวิรัติหรือบริษัทร้านค้าภายในชุมชนชาวอโศก ตั้งขึ้นเพื่อบริการสมาชิกในชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นธุรกิจการค้าในระบบบุญนิยมดังกล่าวมาแล้ว จึงมีนโยบายสำคัญ คือ ขายถูก ไม่ฉวยโอกาส ขยัน อุตสาหะ ประณีต ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ และมีอุดมการณ์ร่วมกันว่า แรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองบุญ เหล่านี้นั้น ก็ได้รับความนิยมจากประชาชนในสังคมเพิ่มขึ้น กิจการค้าของเราจึงเจริญขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่างจากบริษัทร้านค้าทั่วไปที่หลายแห่งต้องปิดกิจการลงเพราะมุ่งหมายเอากำไรสูงสุดเป็นเป้าหมาย เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค จึงขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ

ชาวอโศกจึงมีเศรษฐกิจสัมพันธ์กับสังคมอย่างเจริญดี มีคุณภาพ เนื่องจากชุมชนชาวอโศกมีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของชาวอโศก (ต.อ.) เพื่อให้สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัย ทำให้ประชาชนเชื่อถือไว้วางใจ

ข. สภาวะ ๕ ประการ ของชุมชนชาวอโศก 

จากวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตดังกล่าว ชาวชุมชนสันติอโศก จึงประกอบไปด้วย ๕ ภาพ คือ

อิสรเสรีภาพ (independence)
ภราดรภาพ (fraternnity)
สันติภาพ (peace)
สมรรถภาพ (efficiency)
บูรณภาพ (integrity)

ซึ่งทั้งหมดนี้ หมายถึงความไม่ติดยึด ความเป็นอิสระเหนือวัตถุทรัพย์ศฤงคาร ไม่หอบหวง เรียกว่า ทุกคนต่างมีอิสรเสรีภาพ (independence) ในการแบ่งปันกัน จนเกิดความเป็นพี่เป็นน้อง นั่นคือเป็น ภราดรภาพ (fraternnity) ไม่แย่งชิงทรัพยากร เมื่ออยู่กันอย่างพี่น้องจึงเกิดความสงบสุขเป็น สันติภาพ (peace) ซึ่งความสงบสุขนี้ ทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะมาสร้างสมรรถภาพให้กับตนเองด้วยความขยันขันแข็ง โดยชาวอโศกจะเป็นผู้ที่กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือจุนเจือสังคมอยู่แล้ว ชาวชุมชนจึงเป็นผู้มีสมรรถภาพ (efficiency) ที่ดี สามารถสร้างสรรค์กิจการงานโดยไม่ต้องเข้าพกเข้าห่อของตนเอง แต่นำไปสู่ส่วนรวมคือชุมชน ออกไปสู่สังคมประเทศชาติและมวลมนุษยชาติ เป็น สมรรถภาพ (efficiency)

กิจวัตรประจำวันของชาวชุมชนสันติอโศก

เริ่มตั้งแต่เวลา ๐๓.๓๐ น. จะมีการเคาะระฆังเพื่อมาร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้า ไปจนถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. เป็นอย่างน้อย ซึ่งทุกคนควรพักผ่อนได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

๐๓.๓๐ น. – ๐๕.๓๐ น.เสียงระฆังดังขึ้น ทุกคนมารวมกันที่ศาลาส่วนกลาง เพื่อสวดมนต์และฟังธรรมะ จากสมณะและสิกขมาตุ เป็นการทำวัตรเช้า
๐๕.๓๐ น. – ๐๗.๓๐ นสมณะ สามเณร และสิกขมาตุ ออกบิณฑบาต
๐๕.๓๐ น. – ๐๘.๐๐ น. แยกย้ายกันไปทำงานในหน้าที่ของตน
๐๘.๐๐ น. – ๑๑.๐๐ น.เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนเตรียมตัวมาที่ศาลาส่วนกลางเพื่อฟังธรรมก่อนฉัน หรือฟังข่าวคราวที่ต้องรับรู้ร่วมกัน แล้วรับประทานอาหารร่วมกัน ขณะรับประทานอาหาร จะมีรายการที่น่าสนใจ หรือสารคดี จากโทรทัศน์ให้ชม
๑๑.๐๐ น. – ๑๖.๓๐ น.แยกย้ายกันไปทำงานในหน้าที่ของตน
๑๖.๓๐ น. – ๑๗.๓๐ น.ฝึกเจโตสมถะ (นั่งสมาธิ)
๑๗.๓๐ น. – ๑๘.๐๐ น.พักผ่อน ทำกิจส่วนตัว
๑๘.๐๐ น. – ๑๙.๓๐ น.ชมวิดีทัศน์ที่ผ่านการตรวจสอบ จากพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์แล้ว โดยมีหลักการดูวิดีทัศน์ ๔ ประการ คือ เกิดอริยญาณ, ทำการปฏิบัติ, อัดพลังกุศล และฝึกฝนโลกวิทู เพิ่มพหูสูตร
๑๙.๓๐ น. – ๒๐.๓๐ น. เรียนพระธรรมก่อนนอน
๒๐.๓๐ น. – ๒๑.๐๐ น.ทำกิจส่วนตัว และเข้านอนไม่เกิน ๓ ทุ่ม