| 
โรงเรียนวิถีพุทธ อย่างไรก็ตาม
ในการประชุมปฏิบัติการ จัดการศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธ รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 12-13
พฤษภาคม 2546 มีผู้บริหารจากกว่า ร้อยโรงเรียนเข้าร่วมประชุม 
ที่ปรึกษารัฐมนตรี
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ คณะทำงาน โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ นำผู้บริหารโรงเรียนในโครงการ
รุ่นที่ 1 เข้ากราบนมัสการ และ รับฟัง แนวคิดแนวปฏิบัติ สำหรับโรงเรียนวิถีพุทธ
จากท่านเจ้าคุณ พระธรรมปิฎก ที่วัดญาณเวศกวัน หลังพุทธมณฑล 
พระเทพโสภณ
อธิการบดี มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปฐมนิเทศการจัดโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวิถีพุทธ
เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีสำนักพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
เป็นหน่วยงาน ที่กำกับดูแลการศึกษารูปแบบพิเศษ 5 รูปแบบ คือ โรงเรียนต้นแบบ
ICT (โรงเรียนต้นแบบในการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) โรงเรียนสองภาษา
(โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ) โรงเรียนในกำกับของรัฐ
โรงเรียนพัฒนาอัจฉริยภาพ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในโรงเรียนปกติ
และโรงเรียนวิถีพุทธ 

ดร.กมล
รอดคล้าย ดร.บรรเจอดพร รัตนพันธุ์ และอาจารย์เมตตา ภิรมย์ภักดิ์ เสนอแนวการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ รัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงโรงเรียนรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ว่า เป็นการตอบสนอง ความต้องการที่หลากหลายข
องสังคม ตามศักยภาพของผู้เรียน และตามความพร้อมของแต่ละโรงเรียน เพราะการที่จะให้โรงเรียนทั่วประเทศ
40,000 กว่าแห่ง ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ในทิศทางเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ รัฐบาลจึงส่งเสริมจุดเน้นของแต่ละโรงเรียน
ตามความพร้อมของโรงเรียน สำหรับโรงเรียนวิถีพุทธ จุดเน้นอยู่ที่
การนำหลักพุทธธรรม มาใช้ใน กระบวนการพัฒนาผู้เรียน 
บรรยากาศการประชุมกลุ่ม
ปรับแผนการดำเนินงาน โรงเรียนวิถีพุทธ ดร.สิริกร มณีรินทร์ กล่าวเสริมอีกว่า
โรงเรียนวิถีพุทธ หลายโรงเรียนทำกันอยู่แล้ว และหลักพุทธธรรม เป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติมา
2,000 กว่าปีแล้ว ที่จริงสิ่งนี้เป็นการหวนกลับไปสู่ รากเหง้าของภูมิปัญญาไทยก็ว่าได้
และเป็นการนำโรงเรียนที่ทำอยู่แล้ว ให้รู้จักกันมากขึ้น สามารถที่จะเป็นต้นแบบนำไปสู่การขยายผลต่อๆ
กันไป ผู้ที่จุดประกายโรงเรียนวิถีพุทธ คือ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
และ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เห็นชอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการโดยได้รับความเมตตาจาก
ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน และ พระเทพโสภณ
(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้ข้อคิดคำแนะนำ
สำหรับการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ จึงได้มีแผนการดำเนินงาน เป็นรูปธรรมขึ้น และได้จัดประชุมผู้บริหารโรงเรียน
ที่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธอยู่แล้ว (แม้จะใช้ชื่อเรียกต่างกันก็ตาม) 2 ครั้ง เมื่อวันที่
26-27 กุมภาพันธ์ 2546 และวันที่ 1-4 เมษายน 2546 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กำหนดแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธร่วมกัน 
บรรยากาศการสัมภาษณ์
ผู้บริหารโรงเรียนวิถีพุทธในกิจกรรมผู้สื่อข่าว ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ
ได้จัดการประชุมปฏิบัติการจัด การศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธ รุ่นที่ 1 สำหรับผู้บริหารโรงเรียน
ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2546 ในวันแรกประชุม ที่พุทธมณฑล
เปิดประชุมโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ หลังจากนั้นรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
มอบนโยบาย โรงเรียนวิถีพุทธ และ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ปฐมนิเทศ ส่วนภาคบ่าย
เป็นการชมสังเวชนียสถาน 4 ตำบลในพุทธมณฑล ศึกษาดูงานที่โรงเรียน บ้านคลองบัวและโรงเรียนรุ่งอรุณ
กรุงเทพฯ และเข้านมัสการ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ณ วัดญาณเวศกวัน หลังพุทธมณฑล
เป็นเวลา 1 ชั่วโมง แล้วจบกิจกรรมวันแรก ด้วยการทำวัตรเย็นที่พุทธมณฑล ในวันที่สองของการประชุม
ดร.กมล รอดคล้าย ดร.บรรเจอดพร รัตนพันธุ์ ดร.ไพรัช สู่แสนสุข และ อาจารย์เมตตา ภิรมย์ภักดิ์
นำเสนอแนวการดำเนินงาน โรงเรียนวิถีพุทธ ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มปรับแผนการดำเนินงานของโรงเรียน
และปิดประชุมโดยสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในเวลา
16.00-16.30 น. 

พระครูปลัดปิฎกวัฒน์
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ให้แนวคิดเกี่ยวกับ การจัดการศึกษาโรืงเรียนวิถีพุทธ
และมอบหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก แก่ผู้เข้าประชุม พระมหาพงศ์นรินทร์
ฐิตวังโส วัดสุทัศน์เทพวราราม บรรยายธรรม และนำสวดมนต์ รองปลัดกระทรวง
รัฐมนตรีช่วยว่าการ และที่ปรึกษารัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ในพิธิเปิดการประชุม สมเด็จพระพุฒาจารย์
วัดสระเกศ ให้โอวาทเปิดประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ดร.สิริกร มณีรินทร์ มอบนโยบาย ............................................................... งานกสิกรรมไร้สารพิษ
เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 10 

ผู้ร่วมงานกสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน
ที่ชุมชนราชธานีอโศก จัดงานกสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน
ครั้งที่ 10 ที่ชุมชนราชธานี อโศก ระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2546 โดยมีผู้ร่วมงานราว
5,000 คน เป็นเกษตรกร ลูกค้า ธ.ก.ส. 1,800 คน ผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. 800 คน
อีกสองพันกว่าคนเป็นผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศกที่มาร่วมเป็นเจ้าภาพ พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
กล่าวถึงงานนี้ ในการแสดงธรรมทำวัตรเช้า วันที่ 24 พฤษภาคม 2546 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ว่า "งาน พ.ฟ.ด.ปีนี้ที่ผ่านมา อาตมาซาบซึ้งใจมากเลย
คนสี่พันห้าพันคนอยู่ในนั้น เหมือนไก่เอามาใส่เข่ง ไก่หลายเผ่าหลายพันธุ์ มาจาก หลายที่ด้วยนะ
ไม่ใช่ไก่รู้จักกันด้วยนะ เอามาใส่เข่ง ไม่จิกกัน เพราะมันช่วยกัน แบ่งกัน อยู่ แบ่งกันกิน
แบ่งกันใช้ เพราะมีคนตั้งใจเสียสละมากกว่า... 
อาตมาต้องขอบคุณจริงๆ
แม้แต่พวกเราจากสันติ จากปฐม จากศีรษะ จากที่ไหนๆมา คนละไม้คนละมือ เด็กเล็ก คนแก่คนเฒ่าก็แล้วแต่...
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา งานนี้ได้สร้างจิตวิญญาณ ได้สร้าง มนุษยชาติ ได้สร้างสังคมศาสตร์
ได้สร้าง ความสัมพันธ์อันดีงาม ได้สร้างการลดละ ได้สร้างการเสียสละ ได้สร้างการอดทน" 
พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
แสดงธรรมในคืนวันวิสาขบูชา 16 พ.ค.2546 พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์กล่าวอีกตอนหนึ่ง
ว่า มันประหลาดตรงที่ว่า เรามีบ้าน เจ้าของบ้านนี่ลงจากบ้าน ให้แขกอยู่ ตามสบายเลย...
บางบ้านก็เอาของซุกเข้ามุมหนึ่ง แล้วก็เอาผ้าคลุมไว้ จะเอาอะไร จะลักขโมยก็ได้ มันไม่ต้องลักขโมย
ไม่มีอะไรจะให้ลักขโมยกันนักหนา มันเป็นเรื่องที่ประหลาดจริงๆ นะ สังคมหมู่นี้ ถ้ามองในแง่หนึ่งว่า
ตอนนี้เราเปิดไส้เปิดพุง ให้คนข้างนอกเขาเข้าไปรู้ กี่บ้านก็เข้าไปหมด เข้าไปแล้วเสร็จ
บอก เฮ้ย! คนบ้านนี้ท่าทางมันรวยนะ แต่เข้ามาดูในบ้านแล้ว ดูทั้งไส้ทั้งพุงแล้ว มันไม่มีอะไรนี่
มันจนๆ ไม่มีสมบัติอะไรกันเลย... เขาก็เห็นไส้เห็นพุงหมด อันนี้อาตมาว่า มันน่าอวด
อวดความไม่มี อวดความไม่รวย อวดความไม่ฟุ้งเฟ้อ... 
นายวราเทพ
รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้
พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ยังได้ กล่าวถึง ความแตกต่าง ระหว่าง บุญนิยมกับ ทุนนิยมด้วย
โดยชี้ให้เห็นว่า การทำงาน ของชาวบุญนิยม เน้นการสร้างความสัมพันธ์ และ การพัฒนาคน
ทางจิตวิญญาณ แต่ชาวทุนนิยม จะคำนึงถึงประโยชน์ ด้านวัตถุเป็นหลัก จึงแย่งชิงกัน
ถ้าประเทศไทยมีคนที่เสียสละแบบบุญนิยม เพียงแค่ 1 ใน 3 ก็จะรอดพ้นวิกฤตไปได้ 
เกษตรกรจากทั่วทุกภูมิภาค
ที่ผ่านการอบรมสัจธรรมชีวิต ต่างพร้อมใจกัน ประกาศเจตนารมย์ ที่จะฟื้นฟูกสิกรรมไร้สารพิษ 
 






................................................................ บ้านราชรวมรุ่น
ศิษย์เก่าสัมมาสิกขา ศิษย์เก่าสัจธรรมชีวิต อาจเป็นเพราะเสน่ห์แม่มูล
หรือไม่ก็อากาศร้อน ที่ท้าทายความอดทน ชุมชนราชธานีอโศก อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
จึงได้ รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน ชุมนุมศิษย์เก่า 2 งานต่อเนื่อง ระหว่างวันที่
3-5 พฤษภาคม 2546 เป็นงาน คืนสู่เหย้า เข้าคืนถ้ำ ของเหล่าศิษย์เก่า โรงเรียนสัมมาสิกขาทุกแห่ง
และ ระหว่างวันที่ 16-18 เดือนเดียวกัน เป็นงาน กสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน
ครั้งที่ 10 ซึ่ง เป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผล โครงการพัฒนาศักยภาพ
และ คุณภาพชีวิตเกษตรกร ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
ที่เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตร สัจธรรมชีวิต ในโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตเกษตรกร
งานนี้จึงถือได้ว่า เป็นงานรวมศิษย์เก่า ชาวสัจธรรมชีวิตไปในตัว 

ผู้มาร่วมงานทุกคน
เข้าร่วมกิจกรรม ต่อยอดองค์ความรู้ ตามฐานงานต่างๆ เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ ในสัมมาอาชีพ 
ศิษย์เก่าสัมมาสิกขาที่ร่วมงาน
คืนสู่เหย้า เข้าคืนถ้ำ ต่างถามข่าวคราวซึ่งกันและกัน หลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน
ตั้งแต่จบการศึกษา ในงานมีรายการ พูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ ให้เพื่อนๆ สัมมาสิกขาจากทุกแห่งฟัง
มีการล่องเรือ ชมทิวทัศน์ริมน้ำมูล การแสดงของศิษย์เก่า และที่สำคัญคือ มีการประชุมก่อตั้งกลุ่มศิษย์เก่าสัมมาสิกขาขึ้น
อันเป็นผลให้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เริ่มด้วยการมีสำนักงานกลาง ของกลุ่มศิษย์เก่าที่
โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก และกำหนดวัน คืนสู่เหย้า เข้าคืนถ้ำ เป็นประจำทุกปี
ระหว่าง วันที่ 13-15 พฤษภาคม ต่อเนื่องกับงาน กสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน ซึ่งกำหนดไว้แล้วว่า
เป็นวันที่ 16-18 พฤษภาคม ทุกปี 

บรรดาศิษย์เก่าสัมมาสิกขา
ต่างมาร่วมงานกันพร้อมหน้า 
ส่วนงาน
กสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน ปีนี้ต่อเนื่องจากวันวิสาขบูชา คือ วันที่ 15 พฤษภาคม
2546 จึงโชคดีได้ฟังธรรมกัณฑ์พิเศษ จากพ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ในคืนวันวิสาขะ และวันต่อมา
ซึ่งเป็นวันแรกของงาน นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิด
โดย นายพิทยาพล นาถธราดล ผู้จัดการ ธ.ก.ส.เป็นผู้กล่าวรายงาน นายพิทยาพล กล่าวว่า
เป้าหมายของการจัดงานมี 6 ประการ คือ เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิต และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
เพิ่มพูนองค์ความรู้ ในการฟื้นฟู อาชีพเกษตรกร สนับสนุนการทำกสิกรรมไร้สารพิษ สนับสนุนชุมชนให้เข้มแข็ง
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ ในสถานการณ์การเกษตรในปัจจุบัน และเพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์
การทำงาน และแผนการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต เกษตรกรอย่างยั่งยืน

หลังกล่าวเปิดงานแล้ว
นายวราเทพ เปิดงานด้วยการผ่ามะละกอ เดินชมงาน รวมทั้งได้ร่วมอภิปราย กับผู้จัดการ
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ อนึ่งสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถ่ายทอดสดพิธีเปิดงานดังกล่าวเป็นเวลา
40 นาที โดยได้ ถ่ายทอดวีดิทัศน์ของเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษที่ กล่าวถึงความสำคัญของเกษตรกรต่อ
ประเทศชาติด้วย ตอนหนึ่งของวีดิทัศน์ดังกล่าว เป็นการเยี่ยมเกษตรกร ที่สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองและชุมชน
ภายหลังผ่านการอบรม หลักสูตรสัจธรรมชีวิต เช่น นายวิชัย พรมมี และครอบครัว เกษตรกรอำเภอพัฒนานิคม
จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ผมกลับมานั้น ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่และเหล้า ผมไม่แตะต้องอีกเลย
และเกษตรกรจากตำบลสามกระบือเผือก จังหวัดนครปฐม ซึ่งเข้ารับการอบรมเพียง 7 คน สามารถเผยแพร่ความรู้จนรวมกลุ่มกันได้ถึง
108 คน เป็นกลุ่มชุมชนพึ่งตนเอง ทำกิจกรรมร่วมกัน นับเป็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชมยิ่ง ทั้งงาน
คืนสู่เหย้า เข้าคืนถ้ำ และงาน กสิกรรมไร้สารพิษเพื่อฟ้าดิน ได้พิสูจน์สัจพจน์ที่ว่า
ศาสนาคือพลังรวมสังคม แล้วอย่างแท้จริง ................................................................ ปุระชัย
เปี่ยมสมบูรณ์ (2) ทุกศาสนาของตะวันออกจะบอกว่า
เป้าหมายถูกต้อง วิธีการได้มาต้องถูกต้องด้วย การร่ำรวยขึ้นมาโดยการทุจริตคดโกง ไม่ใช่สิ่งประสงค์
เราต้องได้มาด้วยสุจริต ธุรกิจเราส่วนหนึ่งอันนี้ไม่ใช่เป็นการพูด
ที่จะไปติใคร แต่อยากให้ท่าน เห็นตัวอย่าง เอาปืนขึ้นจ่อขมับ ลั่นไก ยิงตัวเอง ยิงตัวเองไม่ยิงเปล่า
เมียอยู่ข้างๆ ลูกอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ ฆ่าหมด ถูกไหมครับอย่างนั้นน่ะ วิธีคิดคือเราต้องคิดที่จะสู้
ไม่คิดจะถอย ปัญหาตรงนี้ ที่สำคัญตรงนี้ต่างหาก ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่าวิธีที่จะรับรู้
อารมณ์ต่างๆ ส่วนสำคัญสุดท้ายที่เรียกว่ามันสมองนี่ครับ
เรียกว่า ""คอร์เท็ก (cortex) สมองส่วนนี้คือสมองที่รับรู้ข้อมูล ความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ อารมณ์ศิลปะทั้งหลาย สมองส่วนนี้ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น ๆ
มากมาย แต่จะใกล้เคียงกับ สัตว์ชั้นสูงด้วยกันก็คือประเภทลิง มีอารมณ์ มีการรับรู้
การเรียนรู้ สมองส่วนนี้ ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ ประเทศตะวันตก หลายประเทศที่มีความก้าวหน้า
จึงได้ลงทุนมหาศาลที่ระบบการศึกษา เหมือนภาษาคอมพิวเตอร์
ถ้าท่านใส่ขยะเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ต่อให้ ท่านใช้เทคนิควิเคราะห์คอมพิวเตอร์ มี เมมมอรี่(memory)
มากแค่ไหนก็ตาม มีขีดความสามารถสูงแค่ไหนก็ตาม มันก็ได้ขยะออกมา ทำไมอังกฤษจึงสร้าง
มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ดเมื่อ 950 ปีที่แล้ว เคมบริดจ์เมื่อ 900 ปีที่แล้ว แล้วชนชาติ
อังกฤษหรือยุโรปจำนวนไม่น้อย ไปที่ไหนก็ตามแต่ เขาจะไม่สร้างเพียงแค่แหล่งที่จะ ทำเงิน
เขาจะสร้างแหล่งที่สร้างปัญญาด้วย "เซอร์ สแตนฟอร์ด รัฟเฟิล"
มาสร้างสิงคโปร์เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ไม่ได้สร้างแค่เพียงให้สิงคโปร์นั้นเป็นเมืองท่าเท่านั้น
รัฟเฟิล ได้สร้างอะไรด้วย สร้างโรงเรียน สร้างพิพิธภัณฑ์ สร้างหอศิลป์ สร้างสวน พฤกษศาสตร์
สิ่งเหล่านี้มันไป ด้วยกันเป็น แพ็คเกจ (package) เขายอมลงทุนมหาศาล ในเรื่องของมหาวิทยาลัย
แล้วท่านจะพบประเทศที่ก้าวหน้า วันนี้ลงทุนมากมายเหลือเกินที่คนครับ ที่คน สร้างให้คนนั้นมีวิธีการคิด
ในอนาคต
ท่านจะพบว่าประเทศพวกเรานั้น มีทรัพย์สินต่าง ๆ มากมาย ก็จริงอยู่ ทรัพย์ในดินสินในน้ำ
แต่ถ้าคนไม่มีคุณภาพ รักษาได้ไหมครับ ไม่ได้ หลายท่านในที่นี้อาจจะมาจาก คนที่ต้องต่อสู้จากเล็กขึ้นมา
เป็นกลาง จากกลางขึ้นมา เป็นใหญ่ ท่านมาด้วยอะไร ท่านมาด้วยสมอง ทรัพย์สินที่ควรอยู่ในประเทศนี้
คือสมองคน ดังนั้นการสร้างสมองคนนี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง มนุษย์นี่มีข้อสรุป
ได้อย่างหนึ่งครับ ถ้าพูดตามหลักพระพุทธศาสนาเหมือนกับบัว 4 เหล่า ประเภทที่
1 บัวบาน มีครับพวกจีเนียส(genius)ทั้งหลาย หรือศาสดา ของศาสนาทั้งหลาย ท่านเหล่านี้ไม่ต้องมีใครสอน
รู้ได้ด้วยตนเอง วิเคราะห์ได้ด้วย ตนเอง หาข้อสรุปได้ด้วยตนเอง ศาสดาของศาสนาทั้งหลาย
ท่านจะเป็นอย่างนั้น หรือผู้ที่ฉลาดมากมักจะเป็นอย่างนั้น แต่คนเหล่านี้มีจำนวนน้อยมาก
ประเภทที่ 2 บัวปริ่มน้ำ ท่านทั้งหลาย ผม อาจจะในประเภทนี้
เราต้องมี คนชี้แนะ ต้องมีครูบาอาจารย์ ต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครอง มีเพื่อนที่จะคอยบอกเรา
แล้วเราก็จะบานได้ จำนวนนี้มีมากขึ้น ประเภทที่ 3 บัวกลางสายน้ำ
ชี้หนัก บอกนาน จี้ตลอดเวลา ถึงจะได้ อย่างที่ต้องการ พูดซ้ำพูดซาก บอกแล้วบอกอีก
อย่างน้อยท่านต้องนึกถึงเด็กๆ ลูกท่าน ก็ได้ ที่บอกกันมารยาทในโต๊ะอาหาร มารยาทในการพูดกับผู้ใหญ่
พิธีการที่จะทำอะไร ต่างๆ ต้องบอกกันแล้วบอกกันอีก ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น แต่ต้องทำเหมือนกับคนบางคน
ที่สติปัญญาเขาไม่สูงนัก บางทีท่านก็ต้องบอกซ้ำบอกซาก นี้คือคนกลุ่มที่ 3 กลุ่มสุดท้าย
บัวใต้น้ำ คนที่สมองพิการ ท่านบอกอย่างไร ก็ไม่มีทาง ปรับไม่ได้ แก้ไม่ได้ ก็มีอยู่
เราก็ต้องรับผิดชอบครับ เพราะว่าตรงนี้คือส่วนที่สำคัญมาก เราจะให้ที่สมบูรณ์ใช้ภาษาง่ายนะครับ
3 ส่วน ตอนนี้การศึกษาไทย ให้ส่วนเดียว ส่วนใหญ่ก็คือ พุทธิศึกษา การเรียนรู้ทางวิชาการ
ส่วนที่ 2 สำคัญน้อย กว่านั้น จริยศึกษา การให้คนเหล่านี้คิดเป็น ทำเป็น ทำดี อันสุดท้าย
พลศึกษา ดูแลสุขภาพ ดูแลร่างกาย ดูแลตัวเอง ตรงนี้คือส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเราเข้าใจตรงนี้
เราก็จะพบว่ามนุษย์นี่นะครับ ส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งคือในการตีความหรือในการคิด ในภาษาง่าย
ๆ เข้าใช้คำว่า จิต แต่ในภาษาที่เป็นวิชาการหน่อย ก็คือ จิตมันไม่มี ตัวตน แต่สมองมันมีตัวตน
พฤติกรรมเดียวกัน สิ่งเร้าเดียวกัน ผ่านวิธีคิดที่ต่างกัน การแสดงออกต่างกันไหมครับ
ต่างกันครับ สิ่งเร้าเดียวกันสำหรับสัตว์ชั้นต่ำ มันจะ ออกพฤติกรรมเหมือนกันไหมครับ
เหมือนกันครับ แต่สัตว์ชั้นสูงนั้น ท่านจะพบว่า สิ่งเร้าเดียวกัน จิตต่างกันตรงเรียนรู้ต่างกัน
พฤติกรรมออกมาต่างกันไหมครับ ต่างกันครับ เพราะฉะนั้นในแง่นี้
นักจิตวิทยาหลายท่านโดยเฉพาะท่านอาจจะเคยได้ยิน ชื่อ มาสโลว์ (Maslow) มาสโลว์นี่จึงบอกว่ามนุษย์นั้นไม่ได้อยู่เพื่อความต้องการ
พื้นฐานหรือปัจจัยสี่เท่านั้น เบื้องต้นก็คืออาจจะกิน กาม เกียรติ อย่างที่ว่า ครบ
มาถึงจุดหนึ่งมนุษย์ยกตัวเองสูงขึ้นไป ต้องการความรัก ต้องการความมั่นคง ยกสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ต้องการได้เกียรติ ท้ายที่สุดคือต้องการให้ถึงศักยภาพของ ตัวเอง ท้ายที่สุด เมื่อมนุษย์สามารถยกตัวเองขึ้นไปถึงจุด
ที่เรียกว่าต้องการเป็น อมตะ ท่านเข้าใจคำว่า เป็น อมตะ ไหมครับ อมตะ ไม่ได้แปลว่าไม่ตาย
มนุษย์นั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติที่ต้องตายทุกคนนะครับ แต่ท่านเคยเห็นมนุษย์ที่เป็น
อมตะ ไหมครับ ที่จะ ไม่ตาย คำว่าไม่ตายในที่นี้หมายความว่า ถึงแม้ ร่างกายเขาจะสูญสิ้นไป
แต่ท่านเหล่านี้ยังคงอยู่ในความ ทรงจำของลูกหลานตลอดไป ดูภาพยนต์เรื่อง
"ไลออนส์คิง" ของ "วอลท์ ดิสนีย์" วอลท์ ดิสนีย์ มีอะไรหลายอย่างที่ดี
ที่สอน มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่ลูกสิงโตคิดถึงพ่อ ที่ตายจากไปแล้ว ก็มีลิงที่เหมือนที่ปรึกษา
ลิงก็บอกลูกสิงโตว่า ถ้าตราบใด เจ้ายังนึกถึงพ่อ นึกถึงคำสอน และปฏิบัติตามคำสอน
ของพ่ออยู่เสมอ ตราบนั้นพ่อจะไม่มีวันตายไปจากเจ้า เข้าใจคำนี้ไหมครับ นั่นคือความเป็นอมตะ
วันนี้ ในประเทศไทยนั้น มหาราชหลายพระองค์คืออมตะ ท่านเหล่านี้จะยังไม่ตายตราบใดที่มีชนชาติไทย
ตราบใด ที่ยังมีประวัติศาสตร์ไทย พ่อขุนรามคำแหง พระนเรศวร
มหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช พระปิยมหาราช หลาย ๆ พระองค์เหล่านี้ ท่านคืออมตะ ท่านเหล่านี้จะไม่
ตายไปจากความทรงจำของลูกหลานเลย นั่นคือสิ่งที่ มนุษย์กลุ่มหนึ่งไปถึงจุดนั้น ที่เลยจุดของการกลัว
ความตายไปแล้ว ความตายไม่ได้มีความหมายอะไร สำหรับเขาแล้ว แก้วแหวนเงินทองนั้นเป็นวัตถุ
ซึ่งเขารู้อยู่เป็นการครอบครองชั่วคราว แล้วก็จากไป นั่นคือตรงนี้ นั่นคือวิธีคิดของคน ทำไมประเทศญี่ปุ่นจึงสามารถฝึกฝนให้เป็น
กามิกาเซ่ มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วกลัวตาย ไม่มีใคร ไม่กลัวตาย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติใส่ไว้
ให้เราว่าความตายคือสิ่งที่น่ากลัวเป็นที่สุด แต่บางคนนั้น สามารถถูกฝึกจนกระทั่งเกินจุดที่กลัวความตายไปได้
แล้ว ผมยังชอบโฆษณาอันหนึ่ง โฆษณานี้มาจากประเทศ นิวซีแลนด์ คนที่คิดโฆษณานี้เป็นเด็กมัธยมเท่านั้นเอง
เริ่มต้นฉากก็เป็นอนุสรณ์สถานของบุคคลที่เป็นทหาร นิรนาม
แล้วก็มีชื่อบ้างไม่มีชื่อบ้างนี่ครับ เด็กก็เดินลูบไป ตามกำแพงที่มีชื่อในนั้น ก็มีโฆษณาบอกว่าคนบางคนได้
ตายเพื่อบางอย่างที่เขาเลื่อมใสและศรัทธา นั่นคือทหาร ที่ตายในสมรภูมิ เป็นคนที่สละชีพเพื่อชาติ
แล้วก็ถ่ายอีก ภาพหนึ่งรถชน คนบางคนนั้นตายเพราะว่าความประมาท ซึ่งมิได้เพื่ออะไรเลย
กินเหล้าเมา ขับรถซิ่งบนถนน ภาพ 2 ภาพนี้ของความคิดของเด็กนี้ มันเปรียบเทียบกัน
อย่างชัดเจนมากว่า เราจะเลือกไปเส้นทางไหน นั่นคือการที่เราจะต้องใส่เข้าไปในสมองของคน
ตั้งแต่เบื้องต้น สำคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่ปลูกฝังและทำความ
เข้าใจ คนของเราส่วนหนึ่งก็จะอยู่ติดเพียงแค่กิน กาม เกียรติ มีบ้านที่ 1 ก็อยากมีบ้านที่
2 มีครอบครัวที่ 1 ก็อยากมีครอบครัวที่ 2 เราก็วนอยู่อย่างนี้ เป็นวัฏจักร ของการไม่รู้จบ
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นคำถามที่น่าสนใจ มากว่า เราจะเอาเพียงแค่นี้หรือเปล่า
มันมีสิ่งที่ สูงไปกว่านั้นนะครับ นั่นตรงนี้เองคือประเด็นที่เรา จำเป็นต้องตั้งนะครับ
สิ่งที่กำลังพูดถึงเป้าหมายของชีวิต ว่าเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนต้องการอะไร เป้าหมาย
เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจเลย เป็นเป้าหมายพื้นฐาน ธรรมดาของมนุษย์ทั้งหลาย
ที่ต้องมีกิน กาม เกียรติ ศัพท์ของท่านพุทธทาส สิ่งเหล่านี้จำเป็นเพื่อการดำรงชีพ
จำเป็นเพื่อการสร้างฐานะ ทุกคนต้องมีเป้า อย่างรายการบางรายการนี้นะครับ
เป็นรายการ ที่ดีอย่างรายการของคุณดำรง พุฒตาล ท่านทั้งหลาย บางท่านอาจจะผ่านชีวิตอย่างนั้นมา
เช่นนักสู้ แล้วรวย รายการลักษณะนี้เป็นรายการที่น่าชื่นชม บางคนไต่เต้ามาจากการที่ไม่มีอะไร
แล้วสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง สามารถสร้างฐานะทางธุรกิจ ทางอุตสาหกรรม
แต่เงื่อนไขสำคัญของการได้สิ่งเหล่านี้มา ก็คือต้องได้มาโดยถูกต้อง ตะวันออกกับตะวันตก
คิดต่างกันพอสมควร ตรงนี้ ถ้าท่านมองถึงตะวันตก ใครเคยอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งของ
แม็กซิลลารี่ เรื่อง เดอะพรินซ์ (The Prince)
มาคิอาเวลลี หรือ แมคเคียวเวลลี Machiavelli บอกว่า
การที่เจ้าชายต้องการจะเป็นพระราชา นั่นคือเป้าหมายที่สำคัญ การที่ให้ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้น
วิธีการไม่จำกัด จะทำอย่างไรก็ได้ ให้ได้มาก็แล้วกัน ต่อให้ต้องฆ่าคน กะโหลกสามารถปูเป็นพรมได้
เลือดต้องนองเป็นทะเล มหาสมุทร ต้องทำ ตะวันออกเรารับได้ไหมครับ ความคิดแบบนี้
เราไม่รับ ในความคิดของตะวันออก ทุกศาสนาของ ตะวันออกจะบอกว่าเป้าหมายถูกต้อง วิธีการได้มา
ต้องถูกต้องด้วย การร่ำรวยขึ้นมาโดยการทุจริตคดโกง ไม่ใช่สิ่งประสงค์ เราต้องได้มาด้วยสุจริต
และทางตะวันตก บางแห่ง บางปรัชญา เขาก็บอกว่า ความซื่อสัตย์สุจริต นั้นเป็นนโยบายที่ดีที่สุด
ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะอะไร เพราะถ้าหากว่าท่านเข้าใจวิธีการที่แตกต่างกัน
ถึงแม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน มันก็นำมาซึ่งพฤติกรรมที่แตกต่างกัน |
|
แล้ววันนี้
ประเทศไทยมีปัญหาไม่น้อยนะ จากการที่เราทำการค้าขาย กับประเทศอื่น โดยที่บางครั้ง
บางคนไม่สุจริตพอ เนื่องจากเราส่งสินค้าไปแบบหนึ่ง แล้วก็ส่งของจริงตามไปอีกแบบหนึ่ง
ข้าวไทยนี้ป่นปี้ เพราะอะไร ทั้งที่ข้าวหอมมะลิเรา มีคุณภาพดีมาก เราส่งตัวอย่างไปเป็นข้าวหอมมะลิเกรดเอ
แต่เวลาเราส่งสินค้าตัวจริงไป เป็นข้าวหอมมะลิผสมข้าวอื่น หนักไปกว่านั้น บางทีผสมไปด้วยกรวด
เพิ่มน้ำหนักทราย ก็เหมือนกับปุ๋ยปลอมนี่ครับ ตรงจุดเหล่านี้เป็นจุดที่ต้อง ทำความเข้าใจก่อนว่า
สิ่งที่สำคัญที่สุดในวันนี้ ท่านต้องเข้าใจว่า เป้าหมายถูกต้องเพียงอย่างเดียวไม่พอ
วิธีการที่ได้มาซึ่งเป้าหมายนั้นก็ต้องถูกต้องด้วย ...
(มีต่อฉบับหน้า) ...
................................................................. สู่การศึกษาแนวพุทธ การที่กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งงาน
โรงเรียนรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า โรงเรียนวิถีพุทธ ชิ้นนี้ เป็นที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง
เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่กลมกลืนกับภูมิหลัง ทางวัฒนธรรมของชาติ และเป็นแกนอันจะช่วยประสานให้สถานศึกษาที่ได้ริเริ่มดำเนินมาในวิถีทางนี้
สามารถรวมกำลังกันทำงานให้ก้าวหน้า เข้มแข็ง และขยายขอบเขตกว้างขวางออกไป หวังว่า
เมื่องานตั้งต้นก้าวออกจากจุดเริ่มอย่างมีเรี่ยวแรงเข้มแข็ง พร้อมทั้งมองเห็นทิศทางและจุดหมายชัดเจนแล้ว
โรงเรียนวิถีพุทธจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลัง ในการที่จะสร้างสรรค์อนาคตของชุมชน สังคม
ประเทศชาติ และโลกทั้งหมด ให้เป็นวิถีแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนสืบไป พระธรรมปิฎก
(ป.อ. ปยุตฺโต) 1 พฤษภาคม 2546 (จากหนังสือ แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ) 
อาตมาว่า
เวลานี้สังคมไทย ศีลในเรื่องการรู้จักปฏิบัติต่อสิ่งเสพบริโภคนี้หย่อนมาก จึงไหลไปตามกระแสค่านิยม
จึงได้เน้นตอนนี้ว่า การศึกษาเริ่มต้นเมื่อคนกินอยู่เป็น กินด้วยความรู้เข้าใจด้วยปัญญา
หรือกินเพียงได้เสพบริโภคด้วยตัณหาใช่ไหม เด็กไปตามกระแสค่านิยม กินเพียงเพื่อเอร็ดอร่อย
ได้คุณภาพหรือเปล่าก็ไม่รู้ กินตามค่านิยมโก้เก๋ อวดมั่งมีฐานะไปแล้ว ไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้ของการกิน
ศีลปั๊บมาเลย บอกคุณกินเพื่ออะไร ต้องให้ได้คุณค่าที่แท้ ก็คือการได้สุขภาพ ปริมาณอาหาร
คุณกินพอดีที่จะให้สุขภาพดีไหม ประเภทอาหารได้ไหม คนกินมีศีล ก็คือกินด้วยรู้เข้าใจ
ความมุ่งหมายของการกิน ก็กินพอดี แล้วก็หมดปัญหาเลย เรื่องที่จะทำตามค่านิยม ก็เป็นเพียงรู้เท่าทันว่า
เราอยู่ในสังคมนี้ เขานิยมกันอย่างนี้ เราก็อย่าให้เขาดูถูกได้ แล้วก็ปฏิบัติพอเหมาะพอสม
เข้าในสังคมชุมชน แต่ว่าเราอย่าไปหลงนะ เด็กก็มีหลักสิทีนี้ เด็กตอนนี้ไม่มีหลัก
มีแต่โดนเขาล่อจูง เร้าใจ ยั่วยุ ในทางที่ไปเสพบริโภคตามกระแสค่านิยม ก็เลยไม่ได้อะไรขึ้นมา
เพราะฉะนั้นเรื่องเสพบริโภค ศีลข้อนี้ อาตมาว่าต้องเน้นในยุค ปัจจุบัน พระธรรมปิฎก
(ป.อ.ปยุตฺโต) |